บุญ บารมี ต้นไม้พระพุทธศาสนา และทางแห่งสันโดษ
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ว่าด้วยการสร้างบุญบารมี สมาธิขั้นพื้นฐาน การเปรียบพระพุทธศาสนาเป็นต้นไม้ใหญ่ และคุณค่าของความสันโดษในชีวิตมนุษย์
1. บรรยากาศการเรียนสมาธิ และศรัทธาที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
หลวงพ่อเริ่มต้นธรรมเทศนาด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของการเรียนสมาธิ 49 วัน วันแรกมีผู้มาร่วมประมาณ 300 คน แต่พอผ่านไปจำนวนผู้มาปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงกว่า 500 คน แสดงถึงศรัทธาที่ไม่ลดถอย ของญาติโยม แม้จะเป็นวันหยุดก็ยังมาร่วมใส่บาตรและนั่งสมาธิอย่างพร้อมเพรียง
สถานที่ปฏิบัติธรรมเดิมเป็นเพียงคลองว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ต้นไม้ แต่ภายในเวลาเพียง 25 วัน ก็แปรเปลี่ยนเป็นวัดและสำนักปฏิบัติที่สมบูรณ์ มีกุฏิ อาคารปฏิบัติธรรม สวนต้นไม้ และลานสำหรับทำกิจกรรมทางศาสนาอย่างสวยงาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศรัทธาและความเพียรของทุกคนร่วมกัน
เมื่อศรัทธาเกิดขึ้นในใจผู้คนมากพอ สิ่งที่ดูเหมือน “เป็นไปไม่ได้” ก็กลายเป็น “สำเร็จได้จริง” ในเวลาไม่นาน
2. บุญ และการงอกงามเป็นบุญบารมี
หลวงพ่ออธิบายคำว่า “บุญ” ว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากการทำความดี ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ไหว้พระ สวดมนต์ หรือเรียนสมาธิ ล้วนเรียกว่า “บุญ” ทั้งสิ้น บุญนี้ไม่สูญหายไปไหน แต่จะเก็บสะสมอยู่ในตัวผู้ทำ
เมื่อบุญสะสมมากขึ้น และดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง บุญนั้นจะกลายเป็น“บุญวาสนาบารมี” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “บารมี” ทำให้เรามีโอกาสดีในชีวิต มีช่องทางได้ทำความดีเพิ่มขึ้น และยกคุณภาพชีวิตทั้งภายนอกและภายในให้สูงขึ้น
- บุญ = การกระทำความดี
- บุญที่สะสมและเดินในทางถูกต้อง = บุญวาสนาบารมี
- บารมี = โอกาสและคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นตามผลของบุญ
หลวงพ่อเปรียบว่า ผู้สร้างบุญร่วมกันก็เหมือนขึ้นเรือลำเดียวกัน เมื่อเรือไปถึงฝั่ง ผู้โดยสารทุกคนก็ถึงฝั่งด้วยกัน เหมือนหมู่เทวดาที่ไปด้วยกันเป็นหมู่ใหญ่ ไม่เหงาเดียวดาย
3. ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย : อุปมาเรื่องยุคอุดมสมบูรณ์
หลวงพ่อเล่าถึงคำพยากรณ์ในคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย ว่าเป็นยุคที่ผู้คนมีฐานะดี ความขาดแคลนแทบไม่มี ทำนานิดเดียวก็พออยู่ได้ทั้งปี ข้าวเพียงรวงเดียวแต่เมล็ดใหญ่เท่าบาตร กินได้ทั้งวัน ทั้งปี โดยแทบไม่ต้องทำนาอย่างยุ่งยากเช่นปัจจุบัน
แม่น้ำไม่เหือดแห้งอีกาเดินถึงฝั่งแล้วยังดื่มน้ำได้ อายุมนุษย์ยืนยาวนับหมื่นปี ผู้คนหน้าตางดงาม มีความสุขความสบาย แต่ทั้งหมดนี้เป็นข้ออุปมาปไมย ที่ชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งบุญบารมีรวมหมู่ ย่อมก่อให้เกิดยุคที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น
- พระกุกกุสันธะ
- พระโกนาคมนะ
- พระกัสสปะ
- พระโคตมพุทธเจ้า – องค์ปัจจุบัน
- พระศรีอริยเมตไตรย – องค์อนาคต
4. โอวาทหลวงปู่มั่น : อย่ามัวรอพระศรีอริย์ ให้ดับทุกข์ในชาตินี้
หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งท่านอ่านหนังสือเรื่องพระศรีอริยเมตไตรย และพุทธเจ้าห้าพระองค์ถวายหลวงปู่มั่น ด้วยความตั้งใจยิ่ง
หลวงปู่มั่นให้โอวาทสั้น ๆ แต่ลึกซึ้งว่า “เราเกิดทันพระพุทธศาสนาโคตมะ ก็ให้มันพ้นทุกข์ชาตินี้เสียก่อน จะไปมัวรออะไร”
จากคำนี้เอง หลวงพ่อจึงมุ่งมั่นเดินทางสมาธิและภาวนาอย่างจริงจัง และต่อมาได้วางหลักสมาธิขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ไม่จำกัดแค่พระหรือผู้บวช แต่เป็นทางของมนุษย์ทุกคน
5. สมาธิขั้นพื้นฐาน : Foundation ที่พาทุกคนไปสู่สุคติ
หลวงปู่มั่นสอนหลวงพ่อว่า “สมาธิขั้นพื้นฐาน” เป็นสมาธิที่ทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสที่ต้องทำมาหากิน เป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการ หรือทำอาชีพใดก็ตาม สมาธิขั้นพื้นฐานไม่กันใคร
หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเรียนสมาธิขั้นพื้นฐานกับหลวงปู่มั่นรวม 4 ปี ก่อนจะต่อยอดสู่สมาธิขั้นสูง และต่อมาจึงกำหนดหลักสูตร “ครุสาสมาธิ” เพื่อถ่ายทอดวิชาสมาธิที่ถูกต้องให้พระและโยม
- ทำได้ทุกคน ไม่จำกัดเพศ วัย หรืออาชีพ
- เป็นพื้นฐานให้จิตไม่ตกต่ำไปในทางผิด
- ผู้ปฏิบัติย่อมไม่พ้นจากทางสวรรค์และนิพพาน
6. พระพุทธศาสนาเปรียบเสมือน “ต้นไม้ใหญ่”
หลวงพ่อเปรียบพระพุทธศาสนาเหมือนต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้น ที่มีองค์ประกอบหลายส่วนเชื่อมโยงกัน คือ
- ใบ – เปรียบกับพุทธบริษัทจำนวนมากที่ยังมาทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิ
- กิ่ง – ก้าน – ผู้ช่วยโฆษณา ชักชวนคนมาทำบุญ ปฏิบัติธรรม
- เปลือก – ผู้คอยป้องกันคอยหุ้มรักษาต้นไม้ เปรียบเหมือนผู้ทำนุบำรุงทั่วไป
- กระพี้ – ผู้สนับสนุนด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ ตามฐานะของตน
- แก่น – พระภิกษุหรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักษาธรรมวินัยอย่างบริสุทธิ์
- ราก – ผู้เสียสละถึงขั้นถวายชีวิตเพื่อพระศาสนา ทั้งพระและโยมผู้มั่นคงไม่ถอยหลัง
ต้นไม้ต้นหนึ่งจะยืนยาวอยู่ได้ ก็ต้องมีทุกส่วนทำหน้าที่ของตน ไม่ใช่มีแต่ใบอย่างเดียว หรือมีแต่รากอย่างเดียว ฉันใด พระพุทธศาสนาก็ต้องมีพุทธบริษัท 4 ทำหน้าที่ของตนอย่างครบถ้วน ฉันนั้น
7. “ตัวด้วง” แห่งพระศาสนา : ภัยเงียบที่ต้องระวัง
หลวงพ่อเตือนถึงภัยของพระพุทธศาสนาที่เปรียบเหมือน “ตัวด้วงเจาะต้นไม้” คือผู้มีความเห็นผิด บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดงตนว่า “ถูก” ทั้งที่แท้จริงแล้วผิด
ตัวด้วงภายนอกต้นไม้ มองผ่าน ๆ อาจไม่เห็นทันที แต่ภายในกลับค่อย ๆ กัดกินจนต้นไม้ตาย ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่บิดเบือนคำสอนให้คนแตกสามัคคี ดูหมิ่นธรรมวินัย ก็เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
ผู้ทำเช่นนี้ หลวงพ่อกล่าวว่า หนีไม่พ้นนรกอเวจีอย่างแน่นอน
8. หน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา จากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน
หลวงพ่อเตือนว่า พระพุทธศาสนาที่เราพึ่งพาในวันนี้ มิได้เกิดขึ้นเอง หากแต่บรรพบุรุษของเรา ทั้งพระและโยมได้สละเลือดเนื้อชีวิต ทำนุบำรุงรักษามายาวนาน
วันนี้จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยกันรักษาศาสนาไว้ ให้เป็นที่พึ่งของลูกหลานในอนาคตต่อไป ไม่ใช่เพียงเป็นผู้รับอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ส่งต่อมรดกทางธรรมนี้ด้วย
หลวงพ่อแนะให้แบ่งทรัพย์ที่หามาได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่
① บูชาพระคุณ – บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ
② บำรุงพระศาสนา – วัดวาอารามและกิจกรรมทางธรรม
③ เลี้ยงดูครอบครัว – ใช้จ่ายตามควร ไม่เดือดร้อน
④ สำหรับทายาท – เก็บไว้เป็นมรดกอนาคต
แบ่งพอดี ไม่ทุ่มจนตัวเองเดือดร้อน จึงจะเรียกว่า “ทำบุญอย่างมีปัญญา”
9. สันโดษ ศีล และเมตตา : อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
ตอนท้าย หลวงพ่อกล่าวถึงเรื่อง “สันโดษ” คือความพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่โลภแสวงหาในทางผิด ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อสันโดษเกิดขึ้นในใจ คนเราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
ท่านย้ำให้รักษา ศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดี คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก และไม่ดื่มสุราเมรัย พร้อมทั้งหนุนด้วยเมตตาธรรม และความกตัญญูกตเวที ต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย
– ความรู้คุณและตอบแทนคุณ เป็นเครื่องหมายของคนดี
10. บุญ–บาป เหมือนพืชที่หว่านลงดิน และเรื่องพี่น้องปลูกอ้อย
หลวงพ่อเตือนถึงกฎแห่งกรรมว่า “หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น” หว่านเมล็ดแตงโมก็ต้องได้แตงโม หว่านเมล็ดแตงไทยก็ต้องได้แตงไทย บุญทำให้เกิดสุข บาปทำให้เกิดทุกข์ ไม่มีใครหลบหนีกฎนี้ได้
ท่านเล่าเรื่องพี่น้องสองคนปลูกอ้อย เจอพระปัจเจกพุทธเจ้า น้องถวายอ้อยทั้งสองลำให้พระ (ทั้งของตนและของพี่) และอธิษฐานขอมานุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ส่วนพี่ขอเพียงเห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น และอยากพ้นทุกข์ให้เร็ว
ผลก็คือ
- พี่ – ได้พบพระพุทธเจ้าพระนาม “กัสสปะ” ปฏิบัติจนสำเร็จพระอรหันต์
- น้อง – ได้เป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่ง สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา และสุดท้ายก็สำเร็จพระอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าโคตมะ
เรื่องนี้ย้ำให้เห็นว่า การตั้งจิตอธิษฐาน และการทำบุญด้วยความตั้งใจบริสุทธิ์ ย่อมให้ผลจริงตามเหตุที่ทำ
11. สรุป : สร้างบุญบารมี รักษาต้นไม้พระศาสนา และอยู่ด้วยสันโดษ
พระธรรมเทศนา นี้ พาเราเห็นภาพตั้งแต่การสร้างวัด การรวมศรัทธา การสร้างบุญบารมี สมาธิขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงอุปมาเรื่องต้นไม้พระศาสนา ตัวด้วงแห่งพระศาสนา ความสันโดษ และกฎแห่งกรรมที่เที่ยงตรง
สำหรับพุทธศาสนิกชนในวันนี้ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ
- หมั่นสร้างบุญกุศลและสมาธิขั้นพื้นฐาน เท่าที่เราทำได้
- รักษาศีล 5 และมีเมตตา–กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
- ยืนอยู่ในฐานะหนึ่งของ “ต้นไม้พระศาสนา” อย่างเต็มกำลังของตน
- ดำรงตนด้วยสันโดษ ไม่โลภในทางผิด ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ชีวิตย่อมมีที่พึ่งที่แท้จริง ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า