หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ • ดวงประทีปแห่งลุ่มน้ำโขง
ชาติกำเนิดและภาพรวมชีวิต
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี นามเดิม “เทสก์ เรี่ยวแรง” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2445 ในครอบครัวชาวนา ณ บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อ นายอุส่าห์ เรี่ยวแรง มารดาชื่อ นางครั่ง เรี่ยวแรง ครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานหนีความทุกข์ยากไปอยู่บ้านนางิ้ว ในเขตอำเภอบ้านผือเช่นกัน ท่ามกลางวิถีชีวิตเรียบง่ายกลางทุ่งนา ป่าเขา และวัดวาอาราม
ท่านเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคุ้นเคยในพระศาสนา ชอบไปวัด ช่วยงานวัด และฟังพระสวดมนต์ตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย และปณิธานอยากบวชเป็นสมณะเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากทุกข์
จากลูกชาวนา สู่นักศึกษาธรรมผู้ใฝ่เพียร
วัยเด็กหลวงปู่เทสก์ช่วยครอบครัวทำนา เลี้ยงวัวควายตามวิถีคนชนบทอีสาน ชีวิตเรียบง่ายแต่เข้มแข็ง อดทนต่อความเหน็ดเหนื่อย ท่านสนใจการฟังเทศน์ ฟังธรรม และคุ้นเคยกับพระภิกษุจากวัดบ้านนาสีดาเป็นอย่างดี
เมื่ออายุประมาณ 16 ปี พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม (ต่อมาเป็นพระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์) ได้จาริกมาพักที่วัดบ้านนาสีดา เทสก์หนุ่มได้มีโอกาสอุปัฏฐากปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาอันเข้มงวดของพระอาจารย์สิงห์ จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขอบวชและติดตามครูบาอาจารย์สายวัดป่าเพื่อฝึกฝนตนเอง
ต่อมาเมื่อพระอาจารย์สิงห์ย้ายที่อยู่ ท่านได้ติดตามไปฝากตัวเป็นศิษย์ และบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านเค็งใหญ่ ศึกษาพระธรรมวินัย ควบคู่กับการฝึกสมถกรรมฐาน จากนั้นไปศึกษาปริยัติธรรมที่วัดสุทัศนาราม เมืองอุบลราชธานี และเรียนหนังสือเพิ่มเติมที่วัดศรีทอง วางรากฐานความเข้าใจในพระธรรมวินัยก่อนมุ่งสู่การภาวนาอย่างจริงจัง
-
วัย 16 ปี (ราว พ.ศ. 2461)ได้อุปัฏฐากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ที่วัดบ้านนาสีดา เกิดศรัทธาแรงกล้าในสายวัดป่ากรรมฐาน
-
ช่วงวัยหนุ่มออกติดตามครูบาอาจารย์ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านเค็งใหญ่ และไปศึกษาปริยัติธรรมที่เมืองอุบลราชธานี
• วิถีชาวนา ทำให้คุ้นเคยกับความลำบากและความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
• การอุปัฏฐากพระอาจารย์สิงห์ ทำให้เห็นแบบอย่างพระป่าอย่างใกล้ชิด
• การศึกษาปริยัติ ทำให้เข้าใจพระธรรมวินัยเป็นหลักก่อนลงมือปฏิบัติ
รับฉายา “เทสรังสี” และตั้งมั่นในสมณะเพศ
หลวงปู่เทสก์อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ พัทสีมาวัดสุทัศนาราม เมืองอุบลราชธานี โดยมีพระมหารัฐเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “เทสรังสี” แปลโดยนัยว่าผู้มีแสงธรรมแห่งการแสดงเทศนา
ภายหลังอุปสมบท ท่านยังคงศึกษาปริยัติธรรมไปพร้อมกับการฝึกสมถะ–วิปัสสนา แต่ใจของท่านเอนเอียงไปทางการปฏิบัติภาวนามากเป็นพิเศษ จึงออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์สิงห์ เพื่อฝึกตนในป่า ดง และถ้ำ เรียนรู้การดำรงชีวิตแบบพระอรัญวาสีอย่างแท้จริง
• ให้ปริยัติเป็นแผนที่ ส่วนการภาวนาเป็นการเดินจริง
• ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก ไม่ทำอะไรนอกกรอบศาสนา
• ฝึกสติให้อยู่กับกายและใจในทุกอิริยาบถ ทั้งเดิน นั่ง ยืน นอน
จากอีสานสู่ภาคเหนือ ภาคใต้ และริมฝั่งโขง
หลังอุปสมบท หลวงปู่เทสก์ออกธุดงค์กับพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และมีโอกาสได้กราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลายครั้ง ทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะครั้งที่ไปป่าเมี่ยง ดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้ศึกษาวิธีภาวนา และอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นอย่างลึกซึ้ง ทำให้มีกำลังใจมั่นคงในเส้นทางวิปัสสนากรรมฐาน
ต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ระยะยาว ผ่านดินแดนชาวเขา ถิ่นชาวมูเซอร์ ป่าเขาตามแนวชายแดน แล้วกลับมาพำนักในภาคอีสานที่วัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ก่อนจะเดินทางลงภาคใต้ แพร่ธรรมในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ นานถึงราว 15 ปี ช่วยวางรากฐานการภาวนาในดินแดนที่แต่เดิมไม่คุ้นเคยกับสายวัดป่ามากนัก
-
พ.ศ. 2466–2490 โดยสรุปธุดงค์ติดตามพระอาจารย์สิงห์ และมีโอกาสกราบหลวงปู่มั่นหลายครั้ง ฝึกภาวนาในป่า ภูเขา และหมู่บ้านชายแดนภาคเหนือ–อีสาน
-
พ.ศ. 2492พำนักที่วัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แล้วไปเยี่ยมหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ ในวาระใกล้ละสังขาร
-
ช่วงหลัง พ.ศ. 2493เดินทางไปภาคใต้ พำนักเผยแผ่ธรรมที่ภูเก็ต พังงา กระบี่ เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ก่อนกลับสู่อีสาน
• ชอบแสวงหาที่วิเวกในป่าลึก ภูเขา และถ้ำ เพื่อเร่งความเพียรภาวนา
• เผชิญภัยธรรมชาติและความลำบากด้วยสติและเมตตา ไม่หวั่นไหวต่อความกลัว
• ถือธุดงควัตรอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงต่อเนื่อง ไม่ขาดช่วง
สำนักอรัญวาสีริมโขงและมรดกแห่งศรัทธา
เมื่อกลับจากภาคใต้ หลวงปู่เทสก์ได้พำนักจำพรรษาที่วัดถ้ำขาม จังหวัดสกลนคร ใช้พื้นที่ภูเขาและถ้ำเป็นสถานที่ฝึกอบรมพระภิกษุและญาติโยมให้ตั้งมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ก่อนจะมาจำพรรษาที่วัดหินหมากเป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งต่อมากลายเป็นสำนักหลักของท่าน
วัดหินหมากเป้งตั้งอยู่บนเนินหินทรายริมแม่น้ำโขง มีทิวทัศน์สวยงามและเงียบสงบ เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่เทสก์ได้จัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ แม่ชี และฆราวาสผู้แสวงบุญ พร้อมทั้งสร้างศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการภาวนา เช่น มณฑปอนุสรณ์ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ เมรุ และศาลาหุ่นขี้ผึ้งแสดงประวัติและอัฐบริขารของท่าน
⛰️ วัดถ้ำขาม จ.สกลนคร (สำนักอรัญวาสีภูเขา) 🌊 วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย (สำนักริมโขง) 🌴 วัดในภูเก็ต–พังงา–กระบี่ (สมัยจาริกภาคใต้)
เคร่งครัดในพระวินัย มักน้อย สันโดษ
หลวงปู่เทสก์ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ดำเนินชีวิตสมถะ เรียบง่าย สม่ำเสมอ ไม่ยอมลดมาตรฐานศีลและวินัยเพื่อความสะดวกสบาย ท่านไม่นิยมการสร้างวัตถุมงคล เน้นให้พุทธบริษัทยึดพระธรรม–พระวินัยเป็นหลัก เชื่อมั่นว่าคุณค่าแท้จริงของพระศาสนาอยู่ที่การปฏิบัติให้ถึงธรรม
ปฏิปทาของท่านคือมักน้อย สันโดษ ใช้ของเท่าที่จำเป็น ฉันอาหารเรียบง่าย ไม่สะสมเครื่องอุปโภคบริโภคเกินความจำเป็น เน้นความต่อเนื่องในการภาวนา และการมีสติในทุกอิริยาบถ ท่านเป็นผู้นำศรัทธาทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ และผู้มีการศึกษา เพราะวาจาและกิริยาของท่านตั้งอยู่บนความจริงใจและเมตตา
• ไม่ยึดติดชื่อเสียงหรือวัตถุ พอใจในปัจจัยเท่าที่จำเป็นต่อการภาวนา
• เมตตากว้างขวาง แต่ไม่ตามใจ ต้องการให้ศิษย์ฝึกตนอย่างจริงจัง
• รักษาศีลอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมละเมิดแม้ข้อเล็กน้อย
• ตั้งเวลาภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเดินจงกรมและนั่งสมาธิ
• เน้นสติรู้เท่าทันจิต เห็นการเกิด–ดับของอารมณ์อย่างต่อเนื่อง
• ไม่สนใจพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่มุ่งสู่การชำระจิตจากกิเลส
ดวงประทีปแห่งลุ่มน้ำโขงและมรดกธรรม
หลวงปู่เทสก์เป็นพระนักเทศน์ผู้มีสำนวนตรงไปตรงมา แต่แฝงอุบายลึกซึ้ง ทำให้ผู้ฟังทั้งชาวบ้านและผู้มีการศึกษาสามารถเข้าถึงหลักธรรมได้อย่างเข้าใจ เทศนาธรรมของท่านจำนวนมากได้รับการจดบันทึก แปล และจัดพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะหลายเล่ม รวมทั้งมีการบันทึกเสียงเผยแพร่ในกาลหลัง
ท่านยังเป็นผู้นำในการสร้างและบูรณะศาสนสถานหลายแห่ง โดยเฉพาะวัดหินหมากเป้ง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางวิปัสสนาธุระริมฝั่งโขง มีการสร้างมณฑป เจดีย์พิพิธภัณฑ์ และศาลาหุ่นขี้ผึ้ง เพื่ออนุรักษ์ประวัติและคุณูปการของท่านไว้
ในด้านศิษยานุศิษย์ หลวงปู่เทสก์มีลูกศิษย์ทั้งพระเถระสายกรรมฐานจำนวนมาก ที่ต่อมากลายเป็นครูบาอาจารย์สำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ทำให้สายธรรมของท่านแผ่ขยายกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำโขง
• แบบอย่างพระวิปัสสนาธุระที่สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
• ศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมที่วัดหินหมากเป้งและวัดถ้ำขาม
• หนังสือและเทศนาธรรมที่เน้นภาวนาแก้ทุกข์จากใจ ไม่หลงไสยศาสตร์
• ศิษยานุศิษย์จำนวนมากที่สืบสานแนวทางภาวนาของท่านต่อไป
จากพระครูสู่องค์พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ
ตลอดชีวิตสมณะ ภารกิจของหลวงปู่เทสก์คือการภาวนาและอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน มิได้มุ่งหวังสมณศักดิ์หรือเกียรติยศ แต่ด้วยคุณธรรมและคุณูปการทำให้ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์หลายครั้ง จนถึงชั้นราชในบั้นปลาย
-
5 ธ.ค. 2498ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ “พระครูนิโรธรังสี”
-
5 ธ.ค. 2500เลื่อนเป็นพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ “พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์”
-
5 ธ.ค. 2533เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ “พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม อรัณยวาสี”
สังขารแตกดับ แต่แสงธรรมไม่ดับ
ในบั้นปลายชีวิต หลวงปู่เทสก์พำนักอยู่ที่วัดถ้ำขาม และวัดหินหมากเป้งสลับกัน แม้สังขารจะโรยราไปตามวัย แต่อุบายธรรมและเมตตาธรรมของท่านยังคงแจ่มชัด ท่านใช้ทุกอาการของโรคเป็นเครื่องพิจารณาไตรลักษณ์ให้ศิษย์ได้เห็นธรรมจากชีวิตจริง
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 สิริอายุ 93 ปี พรรษา 71 ได้รับพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ หีบทองทึบ และพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดหินหมากเป้ง ปัจจุบันเจดีย์พิพิธภัณฑ์ มณฑปอนุสรณ์ เมรุ และศาลาหุ่นขี้ผึ้งของท่าน เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะและศึกษาเรื่องราวชีวิตของท่านได้ทุกวัน
ในทุกปีช่วงวันที่ 17–19 ธันวาคม วัดหินหมากเป้งจะจัดงานครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่เทสก์ เพื่อระลึกในพระคุณและคุณูปการที่ท่านได้จรรโลงพระพุทธศาสนา และเป็นดวงประทีปส่องใจผู้คนริมฝั่งโขง
• ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่ยอมอ่อนข้อให้กิเลสแม้แต่น้อย
• ความมักน้อย สันโดษ และตั้งใจภาวนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
• ความกล้าหาญที่จะนำธรรมไปเผยแผ่ในดินแดนที่ยังไม่คุ้นกับสายวัดป่า
• การยืนหยัดให้พระธรรม–พระวินัยอยู่เหนือไสยศาสตร์และวัตถุมงคล